ข่าวและกิจกรรม

Thumbnail
สคร. เข้าร่วมเป็นวิทยากรในงาน APEC Life Sciences Innovation Forum / Asia-Pacific Financial Forum Dialogue

นางวชิรญา เพิ่มภูศรี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ร่วมเป็นวิทยากรนำเสนอหัวข้อ “การส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในกิจการด้านสาธารณสุข (Engaging the Private Sector in PPP Healthcare) ” ภายในงานสัมมนาหัวข้อ APEC Life Sciences Innovation Forum/ Asia-Pacific Financial Forum Dialogue: “Enhancing Innovation Healthcare Financing in Pursuit of Sustainable Healthcare” โดยมีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน                                    เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ

7 พ.ย. 2561 อ่านต่อ
Thumbnail
กองทุนรวม “TFFIF” เปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหิจ (สคร.) นำโดยนายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สคร.พร้อมด้วย นายภากร ปิตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิด การซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของกองทุน Thailand Future Fund : TFFIF ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ อาคาร B ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561

31 ต.ค. 2561 อ่านต่อ
Thumbnail
สคร. ชี้แจงประเด็นการถ่ายโอนกิจการบุหรี่ของรัฐไปให้เอกชนผูกขาด

       นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ชี้แจงประเด็นตามที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ขบวนการสมคบคิดถ่ายโอนกิจการบุหรี่ของรัฐไปให้เอกชนผูกขาดแทน” ระบุว่า “คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เขียนบทความ ว่าใครวางแผนฮุบที่ดินโรงงานยาสูบ 321 ไร่ โดยพูดถึงการทำลายกิจการของโรงงานยาสูบที่มีกำไรมาตลอด 78 ปีให้ขาดทุนได้ภายใน 1 ปี ผ่านการวางแผน 3 ขั้นคือ 1) เปลี่ยนวิธีจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทำให้บุหรี่ต่างประเทศ ถูกกว่าบุหรี่ไทย และสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจนทำให้โรงงานยาสูบขาดทุนทันที 2) ออก พรบ. การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เพื่อแปลงสภาพโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล 3) อาศัยกระบวนการเปลี่ยนโรงงานยาสูบมาเป็น นิติบุคคล ถ่ายโอนทรัพย์สินของโรงงานยาสูบที่เดิมอยู่กับกรมธนารักษ์มาเป็นของนิติบุคคล ซึ่งมีที่ดินแปลงงาม หลังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ 321 ไร่ ติดมาด้วย เป็นการวางแผนให้สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้เอกชนเช่าระยะยาวหาประโยชน์ได้ในอนาคต”ว่าในประเด็นที่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของ สคร. ในข้อ 2) และ 3) คือการออก พรบ. การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เพื่อแปลงสภาพโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล และการถ่ายโอนทรัพย์สินของโรงงานยาสูบว่าเป็นการถ่ายโอนกิจการยาสูบของรัฐไปให้กลุ่มทุนเอกชนผูกขาด การทำธุรกิจและอาจมีการถ่ายโอนที่ดินให้เอกชน ดังนี้ การปรับองค์กรของโรงงานยาสูบ (รยส.) เป็นนิติบุคคล โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ การยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 เป็นการปรับองค์กรให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังมีฐานะเป็นองค์กรของรัฐที่ไม่มีทุนเป็นทุนเรือนหุ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงาน รวมถึงสร้างโอกาส ในการขยายธุรกิจของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ ยสท. สามารถขยายธุรกิจต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับยาสูบได้ ตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว ในกรณีที่ดินของ ยสท. นั้น เดิม รยส. ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลส่งผลให้ที่ดินของ รยส. ตกเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ทั้งที่การได้มาซึ่งที่ดินเป็นการจัดหามาโดย รยส. เอง ซึ่งเมื่อปรับองค์กรเป็นนิติบุคคลแล้วตามบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดหลักการของการโอนทรัพย์สิน ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ไว้ โดยในกรณี ของอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินจะต้องทำความตกลงกับกระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์จะพิจารณาโอนให้ ยสท. ในกรณีที่ ยสท. นำไปใช้ตามภารกิจเท่านั้น ซึ่ง ยสท. จะต้องจัดทำแผนการใช้ที่ดินดังกล่าวด้วย

29 ต.ค. 2561 อ่านต่อ
Thumbnail
สคร.ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ เนื่องในวันปิยมหาราช

นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เข้าร่วมพิธีถวายบังคมและพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระลานพระราชวังดุสิต พร้อมกันนี้ นายสุธารักษ์ ธีร์จันทึก ผู้อำนวยการกองพัฒนารัฐวิสาหกิจ 2 ได้นำคณะผู้แทน สคร. ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี ณ กระทรวงการคลัง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2561

23 ต.ค. 2561 อ่านต่อ
Thumbnail
ยอดจอง TFFIF เกินเป้า เคาะราคาเสนอขายสูงสุดที่ 44,700 ล้านบาท เน้นจัดสรรให้ประชาชนทั่วไปเป็นหลัก พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ 31 ตุลาคมนี้

          สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักนโยบายและแผนรัฐวิสาหกิจ โทร 02-298-5880-7 โทรสาร 02-279-8547                                                    ฉบับที่ 33/2561                                                                                  วันที่ 22 ตุลาคม 2561   “ยอดจอง TFFIF เกินเป้า เคาะราคาเสนอขายสูงสุดที่ 44,700 ล้านบาท เน้นจัดสรรให้ประชาชนทั่วไปเป็นหลัก พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ 31 ตุลาคมนี้” กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยหรือ Thailand Future Fund (TFFIF) ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากประชาชนทั่วไปและนักลงทุนสถาบัน จากความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตจากรายได้ที่เกิดจากทางพิเศษฉลองรัชและบูรพาวิถีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ส่งผลให้ได้ราคาสูงสุดที่มูลค่าการเสนอขาย 44,700 ล้านบาท หรือเท่ากับ 4,470 ล้านหน่วย และพร้อมนำหน่วยลงทุนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า จากการเปิดให้ประชาชนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันเข้าจองซื้อหน่วยลงทุนของ TFFIF ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลามโดยประชาชนทั่วไปที่ยื่นจองซื้อหน่วยลงทุนในครั้งนี้มีมากกว่า 41,200 ใบจอง คิดเป็นมูลค่าการจองซื้อรวมกว่า 28,800 ล้านบาท อีกทั้งความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศก็มีมาก จนทำให้ได้ราคาเสนอขายที่สูงที่สุดที่ 44,700 ล้านบาท นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจาก TFFIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนโดยภาครัฐและมีเป้าประสงค์ให้ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและมีโอกาสในการเติบโต จึงได้พิจารณาให้จัดสรรจำนวนหน่วยลงทุนให้กับประชาชนทั่วไปมากกว่ากึ่งหนึ่งของหน่วยลงทุนที่เสนอขายทั้งหมด โดยมีสัดส่วนของผู้ถือหน่วยลงทุนของ TFFIF ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ (รวมจำนวนหน่วยลงทุนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ปัจจุบัน) ดังนี้ กระทรวงการคลัง จำนวน 457 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 4,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 10 ประชาชนทั่วไป จำนวน 2,300 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 23,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 50 ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ จำนวน 1,813 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 18,130 ล้านบาท หรือร้อยละ 40 ทั้งนี้ กทพ. จะได้รับราคาค่าสิทธิในรายได้ของทางการพิเศษฉลองรัชและบูรพาวิถีที่โอนให้แก่ TFFIF เท่ากับ 44,811 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า กทพ. จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้พัฒนาโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เชื่อมต่อไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกและส่วนต่อขยายทดแทน ตอน N1 ต่อไป นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวสรุปว่า การเสนอขายหน่วยลงทุน TFFIF ในครั้งนี้ นับเป็นการเสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในปี 2561 และเป็นการทำ IPO ที่มีประชาชนทั่วไปได้รับจัดสรรมากที่สุดอีกด้วย โดยการจัดสรรหน่วยลงทุนให้ประชาชนทั่วไปของ TFFIF ทำโดยวิธี Small Lot First ซึ่งทำให้ประชาชนทุกคนที่จองซื้อได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนทุกรายอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้หน่วยลงทุนของ TFFIF จะเข้าทำการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “TFFIF”

22 ต.ค. 2561 อ่านต่อ
Thumbnail
“เครื่องชี้การลงทุนรัฐวิสาหกิจ 8 เดือนของปี 2561 ขยายตัวสูงถึง 60% ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่าผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรงตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 – สิงหาคม 2561 มีจำนวน 283,321 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับผลเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยการลงทุนที่เติบโตของรัฐวิสาหกิจเป็นผลมาจากการเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ - ขอนแก่น ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ - คูคต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 และโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงการเพิ่มทุนให้แก่บริษัทในเครือของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อไปลงทุนต่อ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  

17 ต.ค. 2561 อ่านต่อ