รัฐวิสาหกิจไทย

ผู้เข้าชม: 3234

1. ประวัติรัฐวิสาหกิจไทย 

        เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง รัฐบาลประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ต่างเร่งบูรณะฟื้นฟูประเทศ และเข้ามาประคับประคองภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากเอกชนยังคงบอบช้ำจากภาวะสงคราม สำหรับประเทศไทยได้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ขึ้น เพื่อให้มีการจัดตั้งองค์การที่ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์หรือเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กิจการที่ช่วยเหลือในการครองชีพ และกิจการบริการประชาชน ทำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขึ้นมาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกิจการไฟฟ้า ประปา ขนส่ง ทำให้การบริหารจัดการองค์การและดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

        เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาเป็นรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประเทศไทยประสบปัญหาด้านการเงินในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง รัฐบาลเริ่มเห็นว่าทางรอดของปัญหานี้น่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลก (World Bank) ในการเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของประเทศ มีผลให้เกิดการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก (พ.ศ. 2504-2509) ขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในรัฐวิสาหกิจไว้อย่างชัดเจน และได้กำหนดไว้ในฉบับต่อ ๆ มาอย่างต่อเนื่องด้วย

        รัฐวิสาหกิจไทยยังคงมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศมาโดยตลอด ก่อนจะเกิดจุดพลิกผันเมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2540 หรือวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก รัฐบาลได้ตัดสินใจเจรจาขอความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) ซึ่งมีพันธกรณีให้ประเทศไทยต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยให้มีการทบทวนโครงการลงทุนและตัดรายจ่ายที่มีความสำคัญต่ำลง เพื่อรักษาฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจให้สมดุล ให้ปรับปรุงอัตราค่าบริการให้สะท้อนต้นทุนตามจริง และเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในด้านสาธารณูปโภค พลังงาน และขนส่ง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของรัฐวิสาหกิจในปี พ.ศ. 2541 ที่รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และได้ออกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดกระบวนการในการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจให้มีความชัดเจนขึ้น สร้างความคล่องตัวในการดำเนินกิจการ และเพื่อสร้างโอกาสในการระดมทุนไปใช้ในการขยายงานของรัฐวิสาหกิจเมื่อถึงคราวจำเป็น

        ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการปรับและพัฒนารัฐวิสาหกิจมาอย่างต่อเนื่อง รัฐวิสาหกิจบางแห่งแปลงสภาพ แปรรูป ควบรวมกิจการ หรือยุบเลิกไป การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ก็เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน หรือลดการดำเนินงานที่มีความซ้ำซ้อนลง นอกจากนี้ยังมีการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทหรือความจำเป็นในการเป็นรัฐวิสาหกิจลดลงด้วย ส่วนรัฐวิสาหกิจบางแห่งก็ได้พ้นสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลัง

2. วัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจ

        รัฐวิสาหกิจมีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน การดำเนินการในกิจการที่ไม่มีเอกชนดำเนินการได้อย่างเพียงพอและกิจการที่รัฐต้องควบคุม รวมถึงกิจการส่งเสริม โดยมีทั้งรูปแบบที่เป็น “องค์การ” “กิจการ” หรือหน่วยธุรกิจของรัฐตามกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ และที่เป็น “บริษัท” หรือ “บริษัทมหาชน” ที่กระทรวงการคลังมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 ภายใต้พระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562

3. ความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ

        รัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลหลากหลายรูปแบบไมว่าจะเป็นนโยบายด้านการคลัง ยกตัวอย่างเช่น การนำที่ดินหรือทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามภารกิจมาพัฒนาในทางพาณิชย์และทางสังคมมากขึ้น และการติดตามและเร่งรัดการลงทุนโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การส่งเสริมประชาชนผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น การให้สินเชื่อและส่งเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามนโยบายด้านต่าง ๆ อาทิ นโยบายการควบคุมราคาสินค้าเกษตร นโยบายการควบคุมราคาค่าบริการขนส่งสาธารณะ นโยบายการช่วยเหลือราคาค่าบริการสาธารณูปการ เป็นต้น และหากรัฐวิสาหกิจมีผลประกอบการที่ดีและมีผลกำไรก็จะมีการนำส่งรายได้ให้แก่ภาครัฐ รวมทั้งยังต้องเสียภาษีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่นเดียวกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ประกอบกับการขยายตัวของรัฐวิสาหกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย